โรคสมาธิสั้น Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (ADHD)  เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ขวบ โดยที่ยังคงไม่แสดงอาการจนกว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อาการของโรคดังกล่าวนี้สามารถสังเกตได้จากลักษณะโดยทั่วๆไปได้เช่น เด็กจะไม่สามารถตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้เป็นเวลาต่อเนื่องนานๆ รวมถึงไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมหรือการเคลื่อนไหวของตัวเองในเรื่องบางเรื่องได้

อย่างไรก็ตามคณะแพทย์ยังไม่สามารถค้นหาสาเหตุของการเกิดโรคดังกล่าวนี้ได้อย่างแน่ชัด แต่ได้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการขาดความสมดุลของสารเคมีบางชนิดในสมองชื่อว่า Neurotransmittersหรือ สารสื่อนำประสาท ซึ่งจำเป็นต่อการควบคุมพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของร่ายกาย

โดยทั่วไปผู้ปกครองและคุณครูสามารถช่วยเหลือเด็กที่มีอาการของโรคสมาธิสั้นได้หลายทาง

อัตราการเกิดโรค
จากการค้นคว้าโดยทั่วไปจะมีเด็กจำนวน 5 คน จากทั้งหมด 100 คนที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ โดยที่เด็กผู้ชายมีอัตราการเกิดโรคนี้มากกว่าเด็กผู้หญิงถึง 3 เท่าตัว

ลักษณะการเกิดโรคสมาธิสั้น
ผู้ปกครองสามารถสังเกต 3 สัญญาณหลักของโรคได้ดังต่อไปนี้

  • เด็กมักมีปัญหาต่อการใช้สมาธิต่อเรื่องต่างๆและมักวอกแวกง่าย
  • ซุกซนผิดปกติและมักอยู่ไม่นิ่ง Hyperactivity
  • มักมีอาการหุนหันพลันแล่นต่อเรื่องต่างๆ และมักทำอะไรโดยไม่ค่อยคิด Impulsivity

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง

  • พยายามศึกษารายละเอียดและค้นคว้าหาข้อมูลของโรคนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือเด็ก
  • แสดงการชมเชยต่อเด็กเมื่อพวกเขาสามารถทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงกระตุ้นความกล้าและให้ความมั่นใจให้เด็กกล้าแสดงออก
  • ต้องมีกฏที่ชัดเจน ใช้คำพูดและคำสั่งที่กระชับและได้ใจความ ให้ความสนใจและชมเชยเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี มองข้ามพฤติกรรมบางอย่างโดยมีการให้รางวัลรวมถึงควรบอกถึงสิ่งที่สมควรปฏิบัติในขณะที่ไม่ควรบอกแต่สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติแต่เพียงอย่างเดียวและใช้วิธีจัดการที่เหมาะสม เช่น  Timeout (ขอเวลานอก)
  • ควรศึกษาคำแนะนำ ทฤษฎีต่างๆ รวมถึงสาเหตุของการเกิดโรคเพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือบุตรหลานของท่าน ทั้งนี้อาจรวมถึงการตั้งกฏระเบียบที่ชัดเจนภายในบ้าน การให้รางวัลเพื่อประพฤติตัวดี การชี้นำให้เห็นถึงผลที่จะตามมาหากเด็กประพฤติตัวไม่เหมาะสม รวมถึงทำให้เด็กเกิดการผ่อนคลาย โดยที่ทฤษฎีและข้อปฏิบัติหล่านี้สามารถช่วยบุตรหลานท่านให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งนี้ผู้ปกครองอาจมีการพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรคและหาข้อมูลจากหนังสือหรือบทความต่างๆ เพื่อช่วยเหลือบุตรหลานของท่านต่อไป
  • พยายามทำความเข้าใจด้วยการสร้างบรรยากาศที่ดีและผ่อนคลายกับเด็กเพื่อเป็นการพัฒนาสุขภาพจิต และเด็กจะรู้สึกมีความสุขที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ รวมถึงพ่อแม่ควรมีสุขภาพจิตที่ดีด้วยเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ไม่ลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง และพยายามใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา
  • แบ่งปันข้อมูลร่วมกับผู้ปกครองท่านอื่นที่มีบุตรที่เป็นโรคสมาธิสั้นเหมือนกันเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน รวมถึงพูดคุยปรึกษากับคุณครูที่โรงเรียนเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการแนะแนวทางที่ถูกต้องในการดูแลเด็กโดยที่ผู้ปกครองอาจมีบันทึกสำหรับแบ่งปันข้อมูลไว้คนละเล่มกับคุณครูที่โรงเรียนเพื่อสื่อสารกันได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • ผู้ปกครองควรมีการพบปะพูดคุยกับคุณครูผู้สอนที่โรงเรียนเพื่อที่คุณครูสามารถอธิบายถึงปัญหา แบ่งปันข้อมูล และฝ่ายผู้ปกครองควรแจ้งคุณครูว่าขณะที่เด็กอยู่ที่บ้านมักมีพฤติกรรมเช่นไรเพื่อร่วมกันช่วยเหลือพัฒนาการของเด็ก

คำแนะนำสำหรับคุณครู

  • ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นเพื่อที่จะสามารถแนะแนวทาง เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็กด้านการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • พยายามค้นหาว่าเด็กแต่ละคนมีลักษณะอาการของโรคสมาธิสั้นแตกต่างกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น เด็กบางคนมีปัญหาด้านการเริ่มต้นทำงานที่ได้รับมอบหมาย แต่ในขณะที่บางคนมักมีปัญหากับการใช้สมาธิในการทำงานให้เสร็จเพื่อเริ่มงานชิ้นต่อไป โดยที่เด็กแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน
  • ควรมีกฏระเบียบในชั้นเรียน ตารางการเรียนการสอนและการทำการบ้านให้ชัดเจนสำหรับงานแต่ละชิ้น พร้อมทั้งกำหนดเวลาสำหรับงานแต่ละชิ้นให้ชัดเจน
  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการงาน การจัดระบบ ระเบียบ สมุดการบ้าน การจดบันทึก ส่งเสริมทักษะการศึกษาทั้งด้านปฏิบัติและทฤษฎี พร้อมทั้งนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
  • ช่วยแนะแนวทางการทำกิจกรรมในชั้นเรียน ตัวอย่างเช่นอาจให้เด็กมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ออกมาทำงานเป็นตัวอย่างแก่เด็กคนอื่นๆ หน้าชั้นเรียนเพื่อลดความเบื่อ ควรให้เด็กมีกิจกรรมที่เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เพื่อช่วยให้เด็กกล้าแสดงออกและมีความมั่นใจมากขึ้นพร้อมทั้งกำหนดเวลาพักเป็นช่วงๆ เพื่อให้เด็กผ่อนคลายระหว่างชั่วโมงเรียนและทำให้เรียนได้นานและมีสมาธิมากขึ้น
  • อธิบายพร้อมทั้งให้คำแนะนำสำหรับงานแต่ละชิ้นให้เด็กฟังทีละขั้นตอน รวมทั้งเขียนขั้นตอนการทำงานให้อ่านอย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการทำงานให้มากขึ้น
  • ควรส่งเสริมให้เด็กใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อลดความจำเจเพื่อเพิ่มทักษะด้านการเรียน
  • ควรมีการพบปะพูดคุยกับผู้ปกครองเพื่อแบ่งปันข้อมูล การเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน
  • ควรทดลองใช้วิธีการเรียนการสอนแบบใหม่บ้างเพื่อกระตุ้นความสนใจเด็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้ดียิ่งขึ้น

โรคสมาธิสั้น Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (ADHD)  เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ขวบ โดยที่ยังคงไม่แสดงอาการจนกว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อาการของโรคดังกล่าวนี้สามารถสังเกตได้จากลักษณะโดยทั่วๆไปได้เช่น เด็กจะไม่สามารถตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้เป็นเวลาต่อเนื่องนานๆ รวมถึงไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมหรือการเคลื่อนไหวของตัวเองในเรื่องบางเรื่องได้

อย่างไรก็ตามคณะแพทย์ยังไม่สามารถค้นหาสาเหตุของการเกิดโรคดังกล่าวนี้ได้อย่างแน่ชัด แต่ได้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการขาดความสมดุลของสารเคมีบางชนิดในสมองชื่อว่า Neurotransmittersหรือ สารสื่อนำประสาท ซึ่งจำเป็นต่อการควบคุมพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของร่ายกาย

โดยทั่วไปผู้ปกครองและคุณครูสามารถช่วยเหลือเด็กที่มีอาการของโรคสมาธิสั้นได้หลายทาง

อัตราการเกิดโรค
จากการค้นคว้าโดยทั่วไปจะมีเด็กจำนวน 5 คน จากทั้งหมด 100 คนที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ โดยที่เด็กผู้ชายมีอัตราการเกิดโรคนี้มากกว่าเด็กผู้หญิงถึง 3 เท่าตัว

ลักษณะการเกิดโรคสมาธิสั้น
ผู้ปกครองสามารถสังเกต 3 สัญญาณหลักของโรคได้ดังต่อไปนี้

  • เด็กมักมีปัญหาต่อการใช้สมาธิต่อเรื่องต่างๆและมักวอกแวกง่าย
  • ซุกซนผิดปกติและมักอยู่ไม่นิ่ง Hyperactivity
  • มักมีอาการหุนหันพลันแล่นต่อเรื่องต่างๆ และมักทำอะไรโดยไม่ค่อยคิด Impulsivity

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง

  • พยายามศึกษารายละเอียดและค้นคว้าหาข้อมูลของโรคนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือเด็ก
  • แสดงการชมเชยต่อเด็กเมื่อพวกเขาสามารถทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงกระตุ้นความกล้าและให้ความมั่นใจให้เด็กกล้าแสดงออก
  • ต้องมีกฏที่ชัดเจน ใช้คำพูดและคำสั่งที่กระชับและได้ใจความ ให้ความสนใจและชมเชยเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี มองข้ามพฤติกรรมบางอย่างโดยมีการให้รางวัลรวมถึงควรบอกถึงสิ่งที่สมควรปฏิบัติในขณะที่ไม่ควรบอกแต่สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติแต่เพียงอย่างเดียวและใช้วิธีจัดการที่เหมาะสม เช่น  Timeout (ขอเวลานอก)
  • ควรศึกษาคำแนะนำ ทฤษฎีต่างๆ รวมถึงสาเหตุของการเกิดโรคเพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือบุตรหลานของท่าน ทั้งนี้อาจรวมถึงการตั้งกฏระเบียบที่ชัดเจนภายในบ้าน การให้รางวัลเพื่อประพฤติตัวดี การชี้นำให้เห็นถึงผลที่จะตามมาหากเด็กประพฤติตัวไม่เหมาะสม รวมถึงทำให้เด็กเกิดการผ่อนคลาย โดยที่ทฤษฎีและข้อปฏิบัติหล่านี้สามารถช่วยบุตรหลานท่านให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งนี้ผู้ปกครองอาจมีการพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรคและหาข้อมูลจากหนังสือหรือบทความต่างๆ เพื่อช่วยเหลือบุตรหลานของท่านต่อไป
  • พยายามทำความเข้าใจด้วยการสร้างบรรยากาศที่ดีและผ่อนคลายกับเด็กเพื่อเป็นการพัฒนาสุขภาพจิต และเด็กจะรู้สึกมีความสุขที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ รวมถึงพ่อแม่ควรมีสุขภาพจิตที่ดีด้วยเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ไม่ลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง และพยายามใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา
  • แบ่งปันข้อมูลร่วมกับผู้ปกครองท่านอื่นที่มีบุตรที่เป็นโรคสมาธิสั้นเหมือนกันเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน รวมถึงพูดคุยปรึกษากับคุณครูที่โรงเรียนเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการแนะแนวทางที่ถูกต้องในการดูแลเด็กโดยที่ผู้ปกครองอาจมีบันทึกสำหรับแบ่งปันข้อมูลไว้คนละเล่มกับคุณครูที่โรงเรียนเพื่อสื่อสารกันได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • ผู้ปกครองควรมีการพบปะพูดคุยกับคุณครูผู้สอนที่โรงเรียนเพื่อที่คุณครูสามารถอธิบายถึงปัญหา แบ่งปันข้อมูล และฝ่ายผู้ปกครองควรแจ้งคุณครูว่าขณะที่เด็กอยู่ที่บ้านมักมีพฤติกรรมเช่นไรเพื่อร่วมกันช่วยเหลือพัฒนาการของเด็ก

คำแนะนำสำหรับคุณครู

  • ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นเพื่อที่จะสามารถแนะแนวทาง เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็กด้านการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • พยายามค้นหาว่าเด็กแต่ละคนมีลักษณะอาการของโรคสมาธิสั้นแตกต่างกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น เด็กบางคนมีปัญหาด้านการเริ่มต้นทำงานที่ได้รับมอบหมาย แต่ในขณะที่บางคนมักมีปัญหากับการใช้สมาธิในการทำงานให้เสร็จเพื่อเริ่มงานชิ้นต่อไป โดยที่เด็กแต่ละคนต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน
  • ควรมีกฏระเบียบในชั้นเรียน ตารางการเรียนการสอนและการทำการบ้านให้ชัดเจนสำหรับงานแต่ละชิ้น พร้อมทั้งกำหนดเวลาสำหรับงานแต่ละชิ้นให้ชัดเจน
  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการงาน การจัดระบบ ระเบียบ สมุดการบ้าน การจดบันทึก ส่งเสริมทักษะการศึกษาทั้งด้านปฏิบัติและทฤษฎี พร้อมทั้งนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
  • ช่วยแนะแนวทางการทำกิจกรรมในชั้นเรียน ตัวอย่างเช่นอาจให้เด็กมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ออกมาทำงานเป็นตัวอย่างแก่เด็กคนอื่นๆ หน้าชั้นเรียนเพื่อลดความเบื่อ ควรให้เด็กมีกิจกรรมที่เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เพื่อช่วยให้เด็กกล้าแสดงออกและมีความมั่นใจมากขึ้นพร้อมทั้งกำหนดเวลาพักเป็นช่วงๆ เพื่อให้เด็กผ่อนคลายระหว่างชั่วโมงเรียนและทำให้เรียนได้นานและมีสมาธิมากขึ้น
  • อธิบายพร้อมทั้งให้คำแนะนำสำหรับงานแต่ละชิ้นให้เด็กฟังทีละขั้นตอน รวมทั้งเขียนขั้นตอนการทำงานให้อ่านอย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการทำงานให้มากขึ้น
  • ควรส่งเสริมให้เด็กใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อลดความจำเจเพื่อเพิ่มทักษะด้านการเรียน
  • ควรมีการพบปะพูดคุยกับผู้ปกครองเพื่อแบ่งปันข้อมูล การเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน
  • ควรทดลองใช้วิธีการเรียนการสอนแบบใหม่บ้างเพื่อกระตุ้นความสนใจเด็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้ดียิ่งขึ้น